วัสดุเหลือใช้ + นวัตกรรม = งานศิลป์ ส่วนผสมที่ลงตัวของหรูหรา VS ยั่งยืน ผ่าน จารุพัชร อาชวะสมิต แห่ง Ausara Surface & Textile
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ‘ความหรูหรา’ ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยราคาหรือแบรนด์อีกต่อไป หากแต่เป็นเรื่องของความตระหนักรู้ ความยั่งยืน และการสะท้อนตัวตนผ่านวัสดุที่เราต่างเลือกสรรมาอย่างพิถีพิถัน
นี่คือยุคสมัยแห่งการนิยามความหรูหราขึ้นมาใหม่ ยุคที่ความงามและจิตสำนึก สามารถเดินทางเคียงคู่กันไปด้วย สำรวจบนิยามใหม่ของ ‘ความหรูหรา’ และ ‘ความยั่งยืน’ ในโลกแห่งศิลปะและการออกแบบ ผ่านมุมมองของ “ปุ๊ก” จารุพัชร อาชวะสมิต ศิลปินและผู้ก่อตั้ง Ausara Surface & Textile แบรนด์สิ่งทอที่มีจุดเด่นจากการใช้โลหะและวัสดุเหลือใช้ มาผสมผสานกับนวัตกรรม สร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานศิลปะอันคาดไม่ถึง
ปัจจุบัน Ausara เป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีคิวจัดแสดงผลงานในต่างประเทศตลอดทั้งปี มีโอกาสร่วมงานกับช็อป Cartier และอีกหลากหลายแบรนด์ระดับโลก รวมถึงในโรงแรมห้าดาวทั่วโลก

‘คืนชีพขยะ’ สู่ ‘งานศิลปะ’ สร้างคุณค่า Ausara เป็นเพียงไม่กี่แบรนด์ในโลกที่สร้างสรรค์สิ่งทอจากเศษโลหะและวัสดุเหลือใช้ต่างๆ นำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ หรือแม้แต่การตกแต่งภายใน ด้วยแนวคิดของแบรนด์มาสอดคล้องกับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อตลาดลักซ์ชัวรี ที่เน้นการผสมผสานความงาม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
“เหตุผลที่ตั้งชื่อแบรนด์ว่า Ausara ที่แปลว่า ‘พระอาทิตย์’ เพราะเราใช้ความร้อนในการทำงาน โลหะต้องใช้ความร้อนในการเปลี่ยนรูปฟอร์มและทำสี ความร้อนจึงเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในงานของเรา เราเริ่มต้นจากความเป็น Craft and Technology ก่อนจะมาถึงจุดเปลี่ยนในช่วงโควิด-19 ระหว่างเดินเล่นริมชายหาด เราเห็นคลื่นซัดเศษขยะพลาสติกเข้าหาฝั่ง เหมือนธรรมชาติไม่ต้องการขยะเหล่านั้นเช่นกัน มันจึงกลายเป็นแรงจูงใจให้เราอยากขับเคลื่อนเรื่องศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ ทำอย่างไรให้สิ่งของไร้ค่ากลายเป็นความลักซ์ชัวรีและศิลปะที่มีคุณค่า นี่คือจุดเปลี่ยนของนิยามความเป็น Ausara ในปัจจุบัน”
ทุกวันนี้ Ausara จึงเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการผสมผสานงานคราฟต์เข้ากับนวัตกรรมได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยวัสดุเหลือใช้ที่ผู้คนคาดเดาไม่ถึงว่าแท้จริงแล้วจุดเริ่มต้นของมันคืออะไรกันแน่ อาทิการใช้เศษโลหะจากโรงงาน, เศษหนัง, เศษหลอดยาสีฟ้า, ทำให้ผลงานของ Ausara มีเสน่ห์เฉพาะตัวและสะท้อนถึงความหรูหราที่แฝงไปด้วยความยั่งยืน

“เราต้องการให้คนหันกลับมามองแล้วตั้งคำถามกับตัวเอง ตั้งคำถามกับพฤติกรรมการบริโภคและในการใช้สิ่งของต่างๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากโลหะซึ่งเป็นวัสดุที่นำมารีไซเคิลได้ไม่รู้จบ เราใช้เส้นใยโลหะที่เล็กมากๆ ทอขึ้นมาเป็นผ้า มันก็จะมีความเป็นผ้าและความเป็นโลหะอยู่ในชิ้นงานเดียวกัน หลายคนซื้อไปติดตั้งที่บ้านหรือโรงแรม อย่างโรงแรมเครือ Marriott และ Amman รวมถึงคอนโดฯ เครือ Ashton และโรงแรมหรูหลายแห่งในเมืองไทย เพราะงานของเราสะท้อนความหรูหราและความยั่งยืน

“นี่คือธรรมชาติของ Ausara เราสามารถทำให้ขยะและวัสดุเหลือใช้ ผู้คนสามารถจดจำผลงานของเราได้ว่า ถ้าเป็นผ้าที่ทำจากโลหะหรือเป็นประติมากรรมที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ นั่นคือผลงานของ Ausara”
เทรนด์การออกแบบแห่งอนาคต ในโลกของลักซ์ชัวรี
ลองนึกภาพกำแพงและเพดานที่ตกแต่งด้วย Ausara Surface & Textile แบรนด์สิ่งทอสัญชาติไทย ที่ประยุกต์ใช้โลหะและวัสดุเหลือใช้ ตั้งตระหง่านภายในช็อปหรูของ Cartier และอีกหลายแบรนด์ลักซ์ชัวรีระดับโลก นี่คือส่วนหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้แบรนด์ Ausara กลายเป็นภาพจำ รวมไปถึงเข้าร่วมโปรเจ็กต์ Art in Resonance ในฐานะศิลปินในพำนักของโรงแรมเพนนินซูลาเมื่อปีที่ผ่านมา

“กระบวนการทำงานของเราเป็น Slow Process เพราะเราต้องการสร้างสรรค์ผลงานที่อยู่ได้นาน ไม่ได้จบลงแค่ฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่ง เราจึงให้ความสำคัญกับ R&D (Research and Development) เลือกใช้วัสดุที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้พบเห็น ที่ครั้งหนึ่งมันอาจเคยเป็น ‘ขยะ’ แต่ศิลปะสามารถนำพามันไปสู่ความหรูหรา อย่างในคอนโดมิเนียมและเครือโรงแรมหลายๆ แห่งทั่วโลก”

ที่ผ่านมาจารุพัชรได้พาผลงานของ Ausara ไปจัดแสดงนิทรรศการยังพิพิธภัณฑ์และงานแสดงต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิ IOTA (The Indian Ocean Craft Triennial) งานที่รวมศิลปิน นักประดิษฐ์ และหัตถกรรมจากรอบมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ สามปี หรืองาน ICAD Indonesian Contemporary Art & Design จัดขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นงานที่นำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการทำให้กลับมามีชีวิตที่ 2 ที่คุณจำไม่ได้ว่ามันเคยเป็นขยะมาก่อน”
“เราพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่า “Unexpected and Unconventional” คือคุณจะคาดเดาไม่ได้เลยว่า ผลงานชิ้นนี้เคยเป็นโลหะหรือวัสดุเหลือใช้มาก่อน เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นี่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานของเรา ในอนาคตเราจะเน้นเรื่องของ ‘Bio’ มากขึ้น คือสิ่งของที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ สามารถเติบโตได้ เรากำลังพูดถึงบ้านที่ซ่อมแซมผนังของตัวเองได้ด้วยกระบวนการทางชีวภาพ นี่คือเทรนด์การออกแบบและนวัตกรรมแห่งอนาคต เพราะเรากำลังมาถึงจุดเปลี่ยนที่วัสดุซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองได้ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ”
นิยามใหม่ของความหรูหราและความยั่งยืนแห่งอนาคต อาจถูกกำหนดโดยความสามารถของศิลปินในการสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม ใช้งานได้จริง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว ทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งของต่างๆ ยืดอายุการใช้งาน และสะท้อนถึงรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของได้อย่างดี

เจาะมุมมองคนรุ่นใหม่ : เมื่อ ‘ความหรูหรา’ มาพร้อม ‘ความรับผิดชอบ’ ต่อโลก
เมื่อมาถึงการสำรวจของความหรูหราในยุคนี้ อาจไม่ได้หมายถึงการครอบครองไอเท็มมูลค่าสูง แต่หมายถึงการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยคุณค่าและความหมาย ซึ่งจารุพัชรแสดงทัศนะเอาไว้วว่า คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ การเรียนรู้ และการเติบโตส่วนบุคคลมากกว่า พวกเขามองหาคุณค่าที่แท้จริงในสิ่งที่เลือกใช้ ซึ่งคุณค่าต้องมาพร้อมความยั่งยืน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นี่คือนิยามใหม่ของความหรูหราแห่งอนาคต
“นิยามของความหรูหราเปลี่ยนแปลงไปมาก ๆ ในปัจจุบัน เมื่อก่อนเราอาจจะเคยชินกับคำว่า ‘ความหรูหรา’ ต้องมาพร้อมคำว่า ‘ฟุ่มเฟือย’ แต่ตอนนี้ความหรูหรามาพร้อมกับความสะดวก มีเวลาว่างมากขึ้น และความสบายส่วนบุคคล ซึ่งนวัตกรรมจะนำพาเราไปสู่ความลักซ์ชัวรีในชีวิต เพราะคนรุ่นใหม่เกิดมาในยุคของการเปลี่ยนผ่าน พวกเขามีความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมโดยอัตโนมัติ”
“เด็กรุ่นใหม่หลายคนในยุโรปเป็นชาววีแกน เพราะกระบวนการผลิตเนื้อวัวสร้าง Carbon Footprint สูงมาก ดังนั้นนิยามความหรูหราในโลกยุคใหม่จึงไม่ได้อยู่ที่ Super Brand อีกต่อไป แต่ความหรูหราต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อสังคม มันฝังอยู่ใน DNA ของพวกเขาไปแล้ว”
ในโลกที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยการบริโภคจนเกินพอดี กุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนเทรนด์ลักซ์ชัวรี่แห่งอนาคต คือการสนับสนุนแบรนด์ที่มีจริยธรรม การลงทุนกับสิ่งของที่มีคุณภาพ และสามารถใช้งานได้ยาวนาน นี่คือความคุ้มค่าทั้งในแง่ของสุนทรียภาพและความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้
“ในฐานะศิลปินเราตั้งคำถามว่า ความลักซ์ชัวรีอยู่บนวิถี Sustainability ได้หรือไม่ เพราะความหรูหราไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา แต่ความหรูหราต้องมาพร้อมสมดุลระหว่าง ‘ปัญญา’ และ ‘เทคโนโลยี’ ทั้งสองอย่างนี้จะให้นิยามใหม่ของความหรูหราในแบบที่เบียดเบียนโลกน้อยที่สุด”
ไม่เพียงเท่านั้น จารุพัชรยังมองเห็นความสำคัญของความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ เอกชน ไปจนถึงระดับครอบครัว โดยเชื่อว่าหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คือการเลือกอย่างชาญฉลาด ด้วยการสนับสนุนการให้ความรู้และให้ผู้คนศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความยั่งยืนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
“นโยบายของรัฐมีความสำคัญอย่างมาก รัฐสามารถสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายต่าง ๆ ที่ช่วยให้คนสนใจสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ถ้ารัฐตั้งกฎเกณฑ์ออกมาบังคับใช้ก็จะสามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วในวงกว้าง
“เพราะเราไม่สามารถบังคับใครให้ทำอะไรได้ แต่เราสามารถสร้างแรงจูงใจให้คนฉุกคิดถึงประเด็นนี้และลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยความเต็มใจ”
“เหมือนที่ Ausara พยายามทำให้เห็นว่า ขยะกลายเป็นของล้ำค่าได้ ทุกๆ วัสดุล้วนมีชีวิตที่สอง, สาม, สี่, ห้า ได้เสมอ หากเราให้โอกาสให้มันได้กลับมาใช้งานอีกครั้ง เมื่อพวกเขามองเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ มันจะไม่ใช่ขยะอีกต่อไป เมื่อมันอยู่ถูกที่และเมื่อคนเห็นคุณค่าของมัน”
ขอบคุณภาพประกอบ : ขอบคุณภาพ : IG ausarasurface